อาการไข้เลือดออกในเด็ก เช็กด่วน! รู้ทันโรค รักษาได้ไว

22 May 2026
17 view

หน้าฝนเป็นช่วงที่ต้องระวังไข้เลือดออกมากเป็นพิเศษ เพราะยุงลายเยอะมาก จึงเกิดการระบาดได้ง่าย ดังนั้นคุณแม่จึงควรสังเกตให้ดี โดยเฉพาะเมื่อลูกมีไข้สูง เนื่องจากนั่นอาจจะไม่ใช่แค่ไข้หวัดธรรมดาก็ได้ ซึ่งอาการไข้เลือดออกในเด็กเป็นอย่างไร วันนี้เราจะพาคุณแม่ไปทำความเข้าใจ เพื่อจะได้สังเกตและเฝ้าระวังได้ทันนั่นเอง

อาการไข้เลือดออกในเด็ก ที่พบบ่อยมีอะไรบ้าง

เมื่อลูกเป็นไข้เลือดออก มักจะมีอาการที่พบบ่อย และสังเกตได้ดังนี้

  • ร้องกวน
  • มีไข้สูงมาก หรือไข้ลดลงแต่อาการแย่กว่าเดิม
  • ตัวเย็น สีผิวดูคล้ำลง
  • ปัสสาวะบ่อยมาก
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • มีเลือดออก หรือจุดเลือดออกใต้ผิวหนัง
  • กระหายน้ำตลอดเวลา

อ้างอิง : เว็บไซต์โรงพยาบาลนครธน

ระยะความรุนแรงของอาการไข้เลือดออก

ไข้เลือดออกในเด็ก มีอาการและระดับความรุนแรงแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่

1.ระยะไข้สูง

ระยะไข้สูงเป็นช่วงเริ่มต้นของไข้เลือดออก โดยลูกจะมีไข้สูงเฉียบพลันต่อเนื่อง 2-7 วัน อาจมีอาการหน้าแดง เบื่ออาหาร ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย หรือปวดเมื่อยกล้ามเนื้อร่วมด้วย เด็กบางคนอาจมีอาเจียน หรือถ่ายเหลวได้ ในช่วงนี้ยังไม่พบจุดเลือดออกหรืออาการรุนแรงมากนัก แต่ควรเฝ้าระวังอาการใกล้ชิดและให้ดื่มน้ำมากๆ หลีกเลี่ยงการใช้ยาลดไข้กลุ่มแอสไพรินหรือไอบูโพรเฟน เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงเลือดออกผิดปกติ หากลูกซึมลงหรือมีอาการผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์ทันที

2.ระยะวิกฤติ

ระยะวิกฤติของไข้เลือดออกจะเกิดหลังไข้ลดลง โดยมักอยู่ในช่วงวันที่ 3-7 ของการป่วย ลูกจะมีอาการซึมลง อ่อนแรง มือเท้าเย็น เหงื่อออก ตัวลาย หรืออาจมีอาการช็อกจากการที่พลาสมาในเลือดรั่วออกนอกเส้นเลือด ทำให้ความดันโลหิตต่ำ และอวัยวะสำคัญขาดเลือดไปเลี้ยง อาจมีเลือดออกผิดปกติ เช่น เลือดออกตามไรฟัน อาเจียนเป็นเลือด หรือถ่ายดำ ระยะนี้อันตรายมาก ต้องรีบพาไปโรงพยาบาลทันที 

3.ระยะฟื้นตัว

หลังผ่านระยะวิกฤติ ลูกจะเข้าสู่ระยะฟื้นตัว ซึ่งเป็นช่วงที่ร่างกายเริ่มกลับสู่ภาวะปกติ ไข้จะลดลงอย่างชัดเจน อาการซึมจะดีขึ้น ความอยากอาหารกลับมา และผิวหนังอาจมีผื่นขึ้นหรือคันเล็กน้อย ร่างกายจะกลับมาสดใสขึ้น แต่ต้องระวังอย่าให้เด็กออกแรงมากจนเกินไปในช่วงแรก และควรดูแลโภชนาการให้ครบถ้วน พร้อมสังเกตอาการผิดปกติอย่างใกล้ชิด หากมีอาการแทรกซ้อนหรืออ่อนเพลียผิดปกติ ควรกลับไปพบแพทย์อีกครั้ง 

ไข้เลือดออกในเด็ก ควรไปโรงพยาบาลเมื่อไหร่

หากลูกป่วยเป็นไข้เลือดออก พ่อแม่ควรเฝ้าระวัง อาการไข้เลือดออกในเด็ก อย่างใกล้ชิด เพราะโรคนี้สามารถเปลี่ยนแปลงอาการได้รวดเร็วและอาจรุนแรงถึงชีวิตได้ โดย ไข้เลือดออกในเด็กควรไปโรงพยาบาลเมื่อไร มาดูกันค่ะ

  • ลูกซึมลงมาก ไม่ร่าเริง พูดน้อย หรือไม่ตอบสนอง  
  • มือเท้าเย็น ตัวลาย หรือมีอาการช็อก  
  • อาเจียนติดต่อกันหลายครั้ง หรืออาเจียนทุกอย่างที่กิน  
  • ปวดท้องรุนแรง โดยเฉพาะบริเวณชายโครงขวาหรือกลางท้อง  
  • มีเลือดออกผิดปกติ เช่น เลือดกำเดาออก เลือดออกตามไรฟัน อาเจียนเป็นเลือด หรือถ่ายดำ  
  • ไม่กินน้ำหรืออาหารเลยตลอดทั้งวัน  
  • มีไข้สูงต่อเนื่องเกิน 2-3 วัน หรือไข้ลดลงแต่มีอาการแย่ลง

วิธีการดูแลรักษาเบื้องต้น เมื่อลูกเป็นไข้เลือดออก

การรักษาไข้เลือดออกในเด็ก นอกจากให้ยาตามที่แพทย์สั่งแล้ว คุณแม่จะต้องดูแลลูกอย่างถูกวิธีด้วย ซึ่งเราก็มีคำแนะนำการ ดูแลเด็กไข้เลือดออกที่บ้าน มาฝากดังนี้

1.ให้ลูกพักผ่อนอย่างเพียงพอ

การพักผ่อนเป็นสิ่งสำคัญ เมื่อมีอาการไข้เลือดออกในเด็ก ควรให้ลูกนอนหลับเต็มที่และหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ใช้แรงมาก เพื่อให้ร่างกายมีเวลาฟื้นฟูและต่อสู้กับเชื้อไวรัส พ่อแม่ควรจัดสภาพแวดล้อมที่เงียบสงบ ไม่รบกวนการพักผ่อน เช่น ปิดเสียงโทรทัศน์หรือเครื่องใช้ไฟฟ้า หากลูกนอนหลับไม่สนิท อาจช่วยด้วยการอ่านนิทานหรือเปิดเพลงเบาๆ การพักผ่อนที่เพียงพอจะช่วยลดความรุนแรงของอาการ และลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนได้

2.ดื่มน้ำเยอะๆ

ในช่วงที่เด็กเป็นไข้เลือดออก ร่างกายจะสูญเสียน้ำมากกว่าปกติ การดื่มน้ำหรือของเหลวเป็นประจำช่วยป้องกันภาวะขาดน้ำและลดความเสี่ยงต่ออาการรุนแรงได้ คุณแม่ควรให้ลูกดื่มน้ำเปล่า น้ำผลไม้ หรือเกลือแร่บ่อยๆ หากลูกไม่อยากดื่มน้ำ ควรแบ่งให้จิบทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง จะช่วยลดภาวะขาดน้ำได้ดี

3.ดูแลเรื่องอาหารให้เหมาะสม

เด็กที่ป่วยควรได้รับอาหารที่ย่อยง่ายและมีคุณค่าทางโภชนาการ เช่น ข้าวต้ม ซุป หรือผลไม้สด เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวเร็วขึ้น หลีกเลี่ยงอาหารมัน ของทอด หรืออาหารรสจัดที่อาจทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานหนัก หากลูกไม่อยากกินอาหาร ควรแบ่งมื้ออาหารให้เล็กลงและเพิ่มความถี่ พร้อมสังเกตว่าลูกมีอาการอาเจียนหรือไม่ ถ้ามีอาการผิดปกติควรปรึกษาแพทย์

4.หลีกเลี่ยงการใช้ยาบางชนิด

ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาแอสไพรินหรือไอบูโพรเฟน เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเลือดออกผิดปกติ หากต้องการลดไข้ ควรใช้ยาพาราเซตามอลตามคำแนะนำของแพทย์เท่านั้น คุณแม่ไม่ควรซื้อยามาให้ลูกกินเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ 

5.เช็ดตัวเมื่อมีไข้

การเช็ดตัวเป็นวิธีช่วยลดไข้ที่ปลอดภัย โดยใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตามลำตัว แขน ขา และใบหน้า ควรเช็ดตัวบ่อยๆ เมื่ออุณหภูมิร่างกายสูง เพื่อช่วยให้ลูกรู้สึกสบายและลดความเสี่ยงจากไข้สูง การเช็ดตัวควรทำอย่างอ่อนโยน ไม่ควรใช้น้ำเย็นจัดหรือเช็ดแรงจนอาจทำให้ลูกไม่สบายตัว หากลูกมีไข้สูงเกิน 38.5 องศาเซลเซียส ควรเช็ดตัวพร้อมกับให้ยาลดไข้ และสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด 

ป้องกันไข้เลือดออกในเด็กได้อย่างไร

เราสามารถ ป้องกันไข้เลือดออกในเด็ก ได้ไม่ยาก แค่ทำตามนี้ก็จะช่วยลดความเสี่ยง การเป็นโรคไข้เลือดออกในเด็กได้แล้ว ดังนี้

  1. กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย หมั่นเทน้ำขังในภาชนะต่างๆ รอบบ้าน เช่น แจกัน ถาดรองกระถางต้นไม้ ยางรถยนต์เก่า เพื่อไม่ให้ยุงลายวางไข่
  2. ปิดภาชนะเก็บน้ำให้มิดชิด ภาชนะเก็บน้ำควรมีฝาปิดแน่นหนา เพื่อป้องกันยุงลายเข้าไปวางไข่
  3. เปลี่ยนน้ำในแจกันและถาดรองน้ำบ่อยๆ ควรเปลี่ยนน้ำทุก 7 วัน และทำความสะอาดภาชนะเป็นประจำ
  4. ให้ลูกนอนในมุ้งหรือห้องที่ติดตั้งมุ้งลวดป้องกันยุงกัดตลอดทั้งวันและคืน
  5. สวมเสื้อผ้ามิดชิด ให้ลูกใส่เสื้อแขนยาว กางเกงขายาว โดยเฉพาะช่วงเช้าและเย็นที่ยุงลายมักออกหากิน
  6. ทายากันยุง โดยใช้ยาทากันยุงที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก ตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร
  7. ดูแลสิ่งแวดล้อมรอบบ้านให้สะอาด เก็บขยะและเศษวัสดุที่อาจขังน้ำได้ให้เรียบร้อย ไม่สร้างแหล่งเพาะพันธุ์ยุง

บทสรุป

หน้าฝนแบบนี้คุณแม่ต้องเฝ้าระวัง หมั่นสังเกตสักนิดว่าลูกมีอาการไข้เลือดออกในเด็กหรือไม่ เพื่อจะได้ดูแลรักษาได้ทัน และลดความเสี่ยงอันตรายลงนั่นเอง ซึ่งบางครั้งคุณแม่อาจสับสนระหว่างไข้หวัดหรือไข้เลือดออก จึงต้องทำความเข้าใจและสังเกตให้ดี อย่างไรก็ตามการป้องกันตั้งแต่เนิ่นๆ จะดีที่สุด

FAQ : คำถามที่พบบ่อย

1.เด็กเป็นไข้เลือดออก กี่วันหาย?

โดยทั่วไป อาการไข้เลือดออกในเด็กจะใช้เวลาประมาณ 7-10 วันจึงจะหายเป็นปกติ หากไม่มีภาวะแทรกซ้อน ระยะไข้สูงมักอยู่ 2-7 วัน จากนั้นจะเข้าสู่ระยะวิกฤติและระยะฟื้นตัว เด็กส่วนใหญ่จะดีขึ้นหลังผ่านระยะวิกฤติ แต่ระยะเวลาการฟื้นตัวอาจต่างกันตามสุขภาพของแต่ละคน 

2.ไข้เลือดออกในเด็ก ห้ามกินอะไร?

เด็กที่ป่วยไข้เลือดออกควรหลีกเลี่ยงการกินยาแอสไพริน ไอบูโพรเฟน หรือยากลุ่ม NSAIDs เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเลือดออกผิดปกติ ส่วนเรื่องอาหาร ควรหลีกเลี่ยงอาหารมัน ของทอด รสจัด หรืออาหารที่ย่อยยาก เพราะอาจกระตุ้นให้เด็กคลื่นไส้ อาเจียนได้ง่าย ควรเน้นอาหารอ่อน ย่อยง่าย และดื่มน้ำมากๆ แทน

3.ไข้เลือดออกในเด็กกับไข้หวัดต่างกันอย่างไร?

ไข้เลือดออกในเด็กจะมีไข้สูงเฉียบพลันและต่อเนื่องโดยไม่มีอาการน้ำมูกหรือไอเหมือนไข้หวัด เด็กอาจมีอาการปวดเมื่อยตัว เบื่ออาหาร อาเจียน หรือมีจุดเลือดออกตามผิวหนัง ขณะที่ไข้หวัดมักมีไข้ต่ำถึงปานกลาง มีน้ำมูก ไอ เจ็บคอ ซึ่งเป็นอาการที่พบได้น้อยมากในไข้เลือดออก ที่สำคัญ หากเด็กมีอาการซึมลงหรืออาเจียนมาก ควรระวังไข้เลือดออกและไปพบแพทย์ทันที

เรื่องแนะนำเพิ่มเติม :

1. ปริมาณน้ำนมที่ลูกควรได้รับในแต่ละวัน แบ่งตามอายุ
2. ลูกกินนมแม่จ้ำม่ำได้ทำตามนี้เลย

เรียบเรียงโดย :  Mamaexpert  Editorial Team



  • No tag available